วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาณาจักรมองโกล อาณาจักรโมกุล


ทัชมาฮาลผลงานของอาณาจักรโมกุล
.... ในพุทธศตวรรษที่ 14 แคว้นปัญจาบต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานครั้งใหญ่จากตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกองทัพอิสลามชาวเตอร์ก ชาวตาตาร์( ตาด ) บุกรุกเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ ในแคว้นคันธาราฐและประชิดแคว้นปัญจาบ กษัตริย์ ชัยบาล (Jaibal) ราชวงศ์ซาหิยะของฮินดู ต้องทำสงครามกับแคว้นกลาสนี่ของชาวเตอร์กอิสลาม กษัตริย์ซาบัคติกิน (Sabuktigin) แห่งราชวงศ์กลาซนาวิค ได้ขยายอาณาเขตขับไล่ชาวฮินดูลงมาจนถึงลุ่มน้ำสินธุ จนเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปี กษัตริย์มาหมุด ( Mahmud ) ราชวงศ์กลาซนาวิด แห่งจักรวรรดิกลาสนี่ เข้ายึดเมืองเปษวาร์ ( บุรุษบุรี ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ) ใช้เป็นฐานที่มั่นอันมั่นคงของพวกเตอร์กอิสลามเป็นครั้งแรก

มาหมุดสถาปนาจักรวรรดิกลาสนี่ ( Ghazni ) ขึ้นทางตอนใต้ของกรุงคาบูล และนำกองทัพอิสลามรุกรานเข้าสู่อินเดียเหนือ สามารถยึดพื้นที่อินเดียเหนือ ตั้งแต่ลุ่มน้ำสินธุ แคว้นปัญจาบจรดลุ่มน้ำยมุนา รวมทั้งแผ่นดินในลุ่มปัญจมหานทีทั้งหมด ศาสนาอิสลามเริ่มแพร่กระจายเข้าเข้าสู่คาบสมุทรอินเดียครั้งใหญ่ นอกจากนี้ มาหมุดยังได้ขยายอาณาเขตจักรวรรดิกลาสนี่ไปจรดเปอร์เซอร์และเมโสโปเตเมีย ระหว่างการทำสงครามระหว่างอิสลามและฮินดู มาหมุดได้เข้าทำลายศาสนสถานและผู้คนต่างศาสนาจำนวนมากมาย กองทัพอิสลามเข้าปล้นทำลายโบสถ์วิหารต่าง ๆ ทั้งในศาสนาฮินดูและพุทธจนพินาศย่อยยับ
(เจริญ สมัยกลาง 2508 ,531 - 533)

.... แต่ชนชาติต่าง ๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้ามารวมกับวัฒนธรรมเดิม หรือศาสนาที่มีอยู่แล้ว เช่นชนอื่น ๆ เพราะอิสลามนั้นนอกจากจะมีวิถีชีวิตที่ศาสนาได้กำหนดไว้แน่นอนแล้ว

ในสมัยนั้นยังถือคติที่ไม่ยอมให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนับถือศาสนาอื่น นอกจากศาสดาของตนอีกด้วย อิสลามบางหมู่ที่เข้ามาจากทิศเหนือของอินเดีย ถือเอาประกาศศาสนาด้วยดาบ อันเป็นประเพณีของชนบางชาติที่นับถืออิสลาม มิใช่ประเพณีของอิสลามโดยแท้ เพราะอิสลามนั้นก็เป็นศาสนาแห่งสันติไม่น้อยไปกว่าศาสนาอื่น ฉะนั้นตั้งแต่พ.ศ. 1323 เป็นต้นมา

กองทัพของชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลามได้เคลื่อนเข้าสู่อินเดียเหมือนระลอกคลื่น แต่ละกองทัพที่เข้ามานั้นได้ฆ่าฟันฮินดูเสียมากต่อมาก ผู้ที่แพ้แล้วก็บังคับให้เข้ารีตอิสลามและได้ทำลายเทวสถานของฮินดูลงเสียหลักต่อหนัก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอินเดียที่มีคนต่างชาติต่างศาสนาอพยพเข้ามาในประเทศ และเมื่อเข้ามาแล้ว ก็ไม่พอใจ เพียงแต่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและศาสนาของตนไว้เท่านั้น แต่ยังมีความปราถนาอันร้อนแรงที่จะบังคับให้คนอื่นที่อยู่ก่อนถือศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตนนำเข้ามาใหม่นั้นอีกด้วย.......”
 (คึกฤทธิ์ 2507 ,373 - 374)

แคว้นปัญจาบตกอยู่ใต้การปกครองของชาวอิสลามเตอร์ก ราชวงศ์กลาสวานิคมานานก์อบ 200 ปี อิทธิพลของศาสนาอิสลามรวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวปัญจาบเปลี่ยนแปลงไปจากการผสมผสานและการครอบงำทางวัฒนธรรม ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 จักรวรรดิกลาสนี่ได้พ่ายแพ้สงครามต่อกษัตริย์อิสลามเตอร์กกลุ่มชาวกูริส (Ghorid)

ผู้สถาปนาราชวงศ์กอร์(Ghor) ขึ้นในแคว้นคันธาราฐ กองทัพกอร์ยกเข้ายึดแคว้นปัญจาบ ยึดเมืองเดลฮี (Delhi) เป็นฐานที่มั่นในการรุกรานเข้าสู่แคว้นพิหาร อ่าวเบงกอล จนกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ของอินเดียภาคเหนือตกอยู่ในมือของพวกมุสลิมทั้งหมดแล้ว ( เจริญ 2508 ,537 – 539 )

....ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูมาตั้งแต่ดั้งเดิมบังเกิดความรู้สึกตน รู้สึกหวงแหนในภาวะของตน ไม่ยอมให้คนอื่นมาเปลี่ยนแปลงในลักษณะบังคับ จึงได้เกิดมีการต่อต้านอิสลามขึ้นทั้งในทางทหารและทางปัญญา ......” (คึกฤทธิ์ 2507, 374 )

ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ผู้ศรัทธาในศาสนาฮินดู จึงได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านชาวอิสลาม ก่อสงครามกับจักรวรรดิกอร์ มูหะหมัด กอรี กษัตริย์ของกอร์จึงยกกองทัพจากคันธาราฐ เข้าบดขยี้ชาวฮินดูจนราบคาบแต่พระองค์เองก็ต้องมาเสียชีวิต ณ ที่แคว้นปัญจาบนั้นเอง เมื่อสิ้นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ปกครองแคว้นต่าง ๆ ที่เป็นชาวอิสลามเตอร์ก ต่างเห็นฟ้องต้องกันที่จะยกให้ กัตบุคดิน ไอบัก(Kutbuddin Aibak) ขึ้นตำแหน่งเป็นสุลต่านเตอร์กแห่งเดลฮี ซึ่งได้กลายมาเป็นอาณาจักรอิสลามเดลฮี มีสุลต่านสืบทอดต่อกันมา 26 พระองค์ ( เจริญ 2508 ,450)

จนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 แคว้นปัญจาบ ถูกรุกรานและครอบครองโดยชนเชื้อสายใหม่จากใจกลางทวีปอีกครั้งหนึ่ง เจงกีสข่าน ข่านแห่งชาวมองโกล นำกองทัพรุกรานลงสู่ภาคใต้และเข้าครอบครองจักรวรรดิกลาสนี่ นครเบคเตรีย เบคราม แคว้นคันธาราฐ เข้าสู่แคว้นปัญจาบ แคชเมียร์ เข้าประชิดแคว้นสุลต่านเดลฮี หยุดประชุมทัพ ที่นครตักสิลาริมแนวฝั่งน้ำสินธุไม่ได้รุกรานต่อ ทำให้ชาวเตอร์กกลุ่มอินเดียเหนือขาดการติดต่อสัมพันธ์กับชาวเตอร์กกลุ่มอัฟกานิสถาน เจงกีสข่านได้พัฒนาระบบชลประทานทดน้ำเข้าไปพลิกฟื้นดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ในดินแดนทะเลทรายของอัฟกานิสถานเป็นครั้งแรก (วรณัย 2544 ,161)

ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ตาเมอร์เลน (Tamerlane) สุลต่านมองโกลที่เข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม ปกครองนครซามาร์คานด์ (Samarkand) ลุ่มแม่น้ำโอซุส ในประเทศอุชเบกีสถานในปัจจุบัน นำกองทัพมองโกลที่โหดเหี้ยมเข้าโจมตีแคว้นปัญจาบ และดินแดนในปกครองของเตอร์ก ในปี พ.ศ. 1941

กองทัพมองโกลของตาเมอร์เลน รุกไล่ทัพอิสลามชาวเตอร์กให้แตกพ่าย อาณาจักรเดลฮีถูกทำลายอย่างยับเยิน ประชาชนพลเมืองถูกสังหารมากมาย ส่วนที่รอดก็จะถูกจับตัวไปเป็นทาสจำนวนมาก สุลต่านมองโกลตาเมอร์เลน ยังยกทัพรุกรานต่อเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำคงคา เข้าทำลายปล้น สดมภ์บ้านเรือนและแว่นแคว้นต่าง ๆ ในอินเดียเหนือ และเดินทางกลับโดยไม่ได้เข้ายึดครอง ทิ้งไว้แต่สภาพรกร้าง ซากปรักหักพังและปราศจากผู้คนที่มีชีวิต (เจริญ 2508 , 542 - 543)

ในช่วงพุทธศตวรษที่ 20 ชาวอิสลามมองโกลเข้ายึดครองแคว้นปัญจาบและอินเดียเหนืออีกครั้ง สถาปนาราชวงศ์โมกุล (Moghal) ขึ้นปกครองอินเดียเหนือโดยมีสูญกลางการปกครองที่นครเดลฮี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2069 เป็นต้นมา

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2012 – 2251 เป็นช่วงเวลาของการกำเนิดลัทธิความเชื่อใหม่ ที่เกิดขึ้นจากผสมผสานความเชื่อของศาสนาสามศาสนาของอินเดียเหนือในเวลานั้น คือศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ฮินดูและศาสนาอิสลาม

....เหตุพวกอิสลามตีอินเดียได้บางตอน มิใช่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่เฉพาะการเมือง ลัทธิประเพณีก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะพวกอิสลามถือว่า การทำลายล้างลัทธิบูชารูปเคารพต่าง ๆ ของคนนอกลัทธิมะหะหมัด เป็นการบุญกุศลอย่างแรง เพราะฉะนั้นเมื่อตีได้บ้านเมืองใด ก็ทำลายโบสถ์วัดศาลเทวาลัยและรูปเคารพเสียราบ ฆ่าฟันและขับไล่ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาและนักบวชฮินดูไม่เลือกหน้า แล้วตั้งกฎเกณฑ์ข้อบังคับเฉียบขาด ห้ามกายที่ประชาชนบูชารูปเคารพต่าง ๆ ซ้ำเก็บภาษีรายตัวบุคคลที่ไม่ได้นับถือลัทธิมะหะหมัด การเมืองของพวกอิสลามดำเนินโดยวิธีอันทำให้ชาวฮินดูไม่มีโอกาสจะปฏิสังขรณ์หรือก่อสร้างสถานที่เคารพในลัทธิขึ้นได้ จนถึงรัชกาลของพระเจ้าอักพรมหาราชชาติมลคล ชาติฮินดูจึงค่อยมีเสรีภาพในที่จะปฏิบัติบูชาตามลัทธิ เพราะพระเจ้าอักพรเป็นธรรมมิกราช แม้จะทรงนับถือลัทธิมะหะหมัดก็จริงแต่ไม่ทรงหวงห้ามการที่ประชาชนจะเลือกนับถือลัทธิศาสนาตามความพอใจ ในอินเดียตลอดภาคเหนือที่ถูกพวกอิสลามมาย่ำแดน บรรดาถาวรวัตถุของฮินดูแต่โบราณต้องสาบสูญไป ที่มีซากเหลืออยู่พวกอิสลามก็รื้อย้ายขนหรือปลูกสร้างเป็นสุเหร่าขึ้น …“( เสฐียรโกเศศ 2500, 152 – 153 )

ลัทธิความเชื่อของฮินดูในช่วงเวลาของพระเจ้าอัคบาร์มหาราช ( Akbar The Great )หรือพระเจ้าอักพรมหาราช แห่งราชวงศ์โมกุลแห่งเดลฮี แบ่งออกเป็นสามนิกายใหญ่ คือนิกายถือพระราม นิกายถือพระกฤษณะ และนิกายถือพระเป็นเจ้าองค์เดียว ทั้งสามนิกายมีข้อวัตรปฏิบัติและความเชื่อถือที่คล้ายคลึงกัน

อาณาจักรออตโตมานเติร์ก

อาณาจักรออตโตมานเติร์ก
การสถาปนาอาณาจักรออตโตมานเติร์ก การสถาปนาอาณาจักรออตโตมานเติร์ก

เติร์กได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในอนาโตเลียก็เริ่มแผ่ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบเซนไทน์ และได้ตั้งอาณาจักร เซลจุกเติร์กขึ้นมา อาณาจักรเซลจูกเติร์กอยู่ได้ 100 กว่าปี ก็เสื่อมอำนาจลง ออสมัน ชาวเติร์กอีกเผ่าหนึ่ง ได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราช และได้สถาปนาอาณาจักรของตนเองขึ้นในภาคตะวันตกของอาณาโตเลีย อาณาจักรแห่งนี้ชาวตะวันตก เรียกว่า ออตโตมันตามพระนามของสุลตานออสมัน ผู้สถาปนาอาณาจักรและราชวงศ์

อาณาจักรออตโตมันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองบูรซ่า ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสุลต่านออร์ฮัน เมืองหลวงของออตโตมันย้ายไปเมือง เอดิร์เนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงคอนสแตนติโนเปิล

กลางศตวรรษที่ 13 พวกออตโตมันเข้าตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลภายใต้การนำของศุลต่านโมฮัมเหม็ดได้ที่ 2 ตีแตกสลายในวันที่ 29 พฤษาภาคม ค.ศ.1453 สุลต่านโมฮัมเหม็ดได้ตั้งจักรวรรดิเติร์กขึ้นแทนที่จักรวรรดิไบเซนไตน์จากนั้นสุลต่านองค์ต่อๆมาก็ได้ดำเนินพระราโชบายเช่นเดียวกับพระองค์สุลต่านเซลิมที่ 1 (Selim 1) ตีประเทศอียิปต์และดินแดนภาคเหนือของแอฟริกาใต้ได้

จักรวรรดิออตโตมันเติร์กมีอำนาจยิ่งใหญ่น่าเกรงขามในแผ่นดินสุไลมานที่ 1 ( ค.ศ. 1520-1566) จักรวรรดิมีอาณาเขตปกคลุมคาบสมุทรบอลขาน- เอเชีย - ไมเนอร์ ดินแดนแถบเมโสโปเตเมีย คาบสมุทรอาหรับ และภาคเหนือของแอฟริกาจนกระทั้งศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา พระราชอำนาจของสุลต่านได้ลดลงอย่างมาก ในขณะที่อำนาจของขุนนางภายใต้การนำของอัครมหาเสนาบดี มีมากขึ้นทำ ให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง การเล่นพรรคเล่นพวก ส่งผลให้การเมืองในประเทศอ่อนแอ

อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 18 ชาติมหาอำนาจในยุโรป เริ่มเห็นถึงความอ่อนแอของอาณาจักรออตโตมัน และเริ่มตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไร กับอาณาจักรออตโตมัน ต่อมาได้รับฉายาว่า เป็นคนป่วยแห่งยุโรปต่อมาในปี ค.ศ. 1876 ได้มีการปฎิรูปการเมือง โดยพวกเติร์กหนุ่ม (young-turks) จนทำให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่2 ถูกปลดออกจากพระราชอำนาจแต่มี สุลต่านเมห์เมตที่ 5 ขึ้นครองราชย์แต่ไม่มีพระอำนาจ ทรงเป็นหุ่นเชิดของเติร์กหนุ่มเท่านั้น

ต่อมา Enver pasha ผู้นำกลุ่มเติร์กหนุ่มได้นำประเทศเข้าสู้สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1914 สงครามยุติลงโดยฝ่ายเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้ จึงทำให้อาณาจักรออตโตมันสูญเสียดินแดนและลุ่มสลายไปในปี ค.ศ. 1918

เป็นผลมาจากการพาณิชย์และปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง อักขระของภาษาอาหรับนั้นเป็นพื้นฐานของเปอร์เซีย พาชตูอุรดู (Urdu) และอักขระในภาษาอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

จักรวรรดิออตโตมัน(Ottoman) (ค.ศ.1299-1923) จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิม

ในช่วงที่เซลจุกเติร์กกำลังเสื่อมอำนาจชาวเติร์กเผ่าอื่นๆ ซึ่งได้อพยพตามเวลจุกเติร์กเข้ามาในอนาโตเลีย ได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราช ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงชาวเติร์กกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของออสมัน เบย์ (Osman Bey)ผู้นำชาวเติร์กเผ่า Kayi ซึ่งสายย่อยของเติร์กเผ่า Oghuz บิดาของออสมันชื่อ Ertugrul เป็นผู้นำเผ่า Kayi ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่อพยพไปอยู่ในเปอร์เซีย ในกลางศตวรรษที่ 13 Ertugrul ได้อพยพเข้ามาในอนาโตเลีย เพื่อหลบหนีการโจมตีของพวกมองโกลอพยพเข้ามายังอนาโตเลียแล้ว
Ertugrul เสียชีวิต ออสมันบุตรชายได้ขึ้นเป็นผู้นำแทน ภายหลังที่อาณาจักรเซลจุกเสื่อมอำนาจ ออสมันได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราชและได้สถาปนาอาณาจักรของตนเอง ในภาคตะวันตกของอนาโตเลีย อาณาจักรแห่งนี้ชาวตะวันตกเรียกว่าออตโตมัน (Ottoman) แต่ในภาษาตุรกีจะเรียกว่า ออตแมนลิ (Osmanli)
ตามพระนามของสุลต่านออสมัน (Osman) ผู้สถาปนาอาณาจักรและราชวงศ์

อาณาจักรออตโตมันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองบูร์ซ่าเดิมชื่อเมือง Proussa ในต้นศตวรรษที่14 ออสมันได้ยกกำลังมาปิดล้อมเมืองนี้แต่ไม่สามารถยึดเมืองได้หลังจากที่พยายามปิดล้อมเมืองอยู่นานเกือบ 10 ปีอย่างไรก็ดีการเข้ายึดเมืองดังกล่าวนี้ได้นำไปสู้การเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อออตโตมัน ออตโตมันเติร์กซึ่งเดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนได้ลงหลักปักฐานที่เมืองนี้ เมืองบูร์ซ่าเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมันเติร์ก จนถึงปี 1362 ภายหลังการสส้นพระชนม์ของสุลต่านออร์ฮัน เมืองหลวงของออตโตมันก็ถูกย้ายไปเมืองเอดิ์เน (Edirne)

อาณาจักรออตโตมันตั้งประชิดติดกับอาณาจักรไบแซนไทน์ ที่กำลังเสื่อมอำนาจลงตามลำดับ ซึ่งมีสภาพไม่อะไรไปจากนครรัฐเล็กๆ ที่ถูกล้อมรอบโดยอาณาจักรออตโตมัน อย่างไรก็ดีไบแซนไทน์ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยอาศัยกำแพงเมืองอันสูงใหญ่เป็นปราการป้องกันตนเองกำแพงแห่งนี้ได้ปกป้องคุ้มครองนครคอนสแตนติโนเปิลจากการปิดล้อมและโจมตีของข้าศึกเกือบ 20 ครั้ง มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ข้าศึกสามารถบุกเข้ายึดเมืองได้ คือ ในปี ค.ศ. 1204 จากการโจมตีของกองทหารครูเสด ในปี ค.ศ. 1453 จากการโจมตีของออตโตมันเติร์ก

ในปี ค.ศ. 1390 และ 1391 สุลต่านไปยัดซึ ที่1 ทรงพยายามปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถตีเมืองได้สำเร็จ ในปี ค.ศ 1422 สุลต่านมูราตที่ 2 ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1453 สุลต่านเมห์เมตที่2 ได้เปิดฉากการโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกเป็นครั้งที่ 4 ยกระดมพลกว่าแสนคนปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิล

การปิดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลของสุลต่านเมห์เมตที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในต้นฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1453 ภายหลังที่ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ประมาณ 50 วัน ออตโตมันก็สามารถทะลวงกำแพงเมืองอันสูงใหญ่ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จในวันที่29 พฤษภาคม 1453 และเข้ายึดกรุงได้ในที่สุดการปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ หรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก สามารถยืนหยัดอยู่รอดมาได้ยาวนานถึง 1, 123 ปี

ความสำเร็จในการโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลในครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชนเชื้อสายเติร์กได้เปิดให้อาณาจักรออตโตมันได้ก้าวไปสู่การเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ภายหลังที่สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ทรงตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จทรงได้รับการขนานพระนามว่า ฟาติ เมห์เมต (Fatin Mehmet) ฟาติ มีความหมายว่า ผู้พิชิต สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ทรงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมันจากเมืองเอดิ์เน มายังกรุงคอนสแตนติโนเปิลอาณาจักรออตโตมันได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่ของโลกมุสลิมในเวลาต่อมาได้ขยายอำนาจครอบคลุมดินแดนถึง 3 ทวีป ได้แก่ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และยุโรปบอลข่าน

อาณาออตโตมันได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยของสุลต่านสุไลมาน(ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1520-1566) ในสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองของอาณาจักรออตโตมัน พระราชอาณาเขตได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ทิศตะวันตกจรดออสเตรีย ทิศตะวันออกจรดคาบสมุทรอารเบีย ทิศเหนือจรดคาบสมุทรไครเมีย ทิศใต้จรดซูดานในแอฟริกาเหนือ ชาวตะวันตกได้ขนานพระนามของพระองค์ว่า สุไลมาน ผู้ยิ่งใหญ่ (Suleyman the Magnifijcent) สำหรับชาวตุรกีพระองค์ได้รับพระสมัญญานามว่า สุไลมาน ผู้พระราชทานกฎหมาย เนื่องจากพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูประบบกฎหมาย สุลต่านสุไลมานสิ้นพระชนม์ในระหว่างการทำสงครามที่ฮังการีในปี ค.ศ. 1566 สิริรวมพระชนม์มายุได้74 พรรษา ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 46 ปี

สิ้นรัชกาลของสุลต่านสุไลมาน อาณาจักรออตโตมันเข้าสู่ยุคเสื่อมซึ่งกินระยะเวลายาวนานถึง 300 ปี ก่อนที่จะล้มสลายอย่างสิ้นเชิงภายหลังสงครามโลกครั้งที่1 สาเหตุที่นำไปสู่การเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันที่ สำคัญได้แก่ การไร้ความสามารถของสุสต่าน 17 พระองค์ที่ทรงครองราชย์ต่อจากสุลต่านสุไลมานในระหว่างปี ค.ศ. 1566-1789 การแย่งชิงอำนาจในราชสำนักตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา 

พระราชอำนาจของสุลต่านได้ลดลงอย่างมาก ในขณะที่อำนาจของขุนนางภายใต้การนำของอัครมหาเสนาบดี (Grandvizier)มีมากขึ้นในยุคนี้ การฉ้อราษฏร์บังหลวง การเล่นพรรคเล่นพวกเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้การเมืองในประเทศอ่อนแอ ในทางเศรษฐกิจ อาณาจักรออตโตมันประสบปัญหาอย่างมากเช่นกัน ในขณะที่ยุโรปประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอาณษจักรออตโตมันกลับอ่อนแอลงตามลำดับ อย่างไรก็ดี อาณาจักรออตโตมันก็สามารถประคับประคองตนเองให้อยู่รอดมาด้นานนับร้อยปี เนื่องจากชาติมหาอำนาจในยุโรปไม่ทราบถึงความอ่อนแอภายในอาณษจักรออตโตมัน

ในศตวรรษที่ 18 ชาติมหาอำนาจในยุโรปเริ่มตระหนักถึงความอ่อนแอของอาณาจักรออตโตมันมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถาม (Eastern question) ว่าควรจะดำเนินการอย่างไรกับดินแดนภายใต้การปกครองของอาณาจักรวรรดิออตโตมันหากจักรวรรดิออตโตมันมีอันต้องล่มสลาย โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อดุลยอำนาจ ในศตวรรษที่ 19 อาณาจักรออตโตมันได้รับฉายาว่า เป็นคนป่วยแห่งยุโรปฉายาดังกล่าว พระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ 1 ในช่วงศตวรรษที่ 19 สุลต่านออตโตมันบางพระองค์ในปีทรงพยายามที่จะปฏิรูประบบการเมืองแลเศรษฐกิจของอาณาจักรออตโตมันให้ทันสมัย ทัดเทียมอารยประเทศในยุโรป แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง เนื่องจากสงครามได้ปะทุขึ้นอย่างไม่ยุหย่อนทั่วดินแดนส่งผลให้จักรวรรดิออตโตมันต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก

ในปี ค.ศ 1876 กลุ่มปัญญาชนซึ่งเรียกตนว่า เติร์กหนุ่ม (Young turks)ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง และได้บีบให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก เปลี่ยนแปลงการปกครองอาณาจักรออตโตมันมาเป็นระบบรัฐสภาโดยมีสุลต่านเป็นประมุขเป็นครั้งแรก รัฐธรรมนูญดังกล่าวประกาศใช้ได้เพียงปีเดียว ในปี ค.ศ. 1877 สุลต่านอับดุลฮามิด ที่ 2ได้ทรงยกเลิกรัฐธรรมนูญดังกล่าวในปี ค.ศ.1908 กลุ่มเติร์กหนุ่มได้ก่อการปฏิวัติบีบบังคับให้สุลต่านอับดุลฮาบิด ที่2ประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ต่อมาสุลต่านพระองค์นี้ได้ถูกปลดออกจากพระราชอำนาจ สุลต่านเมห์เมตที่5 ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อมาไม่มีพระราชอำนาจทรงเป็นเพียงหุ่นเชิดของกลุ่มเติร์กหนุ่มเท่านั้น Enver pasha ผู้นำเติร์กหนุ่มได้รวบอำนาจปกครองประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในปี 1914 ได้นำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายเยอรมัน สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงโดยเยอรมันเป็นฝ่ายผ่ายแพ้ อาณาจักรออตโตมันจึงตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามด้วย ....