วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567

นักโบราณคดีจีนพบสุสานขุนนาง อายุ 2,400 ปี ฝังม้าไว้ด้วยเกินร้อยตัว


นักโบราณคดีจีนพบสุสานขุนนาง อายุ 2,400 ปี ฝังม้าไว้ด้วยเกินร้อยตัว

การขุดค้นสุสานโบราณอายุถึง 2,400 ปีของนักโบราณคดีจีน ใกล้กับเมืองซินเจิ้ง มณฑลเหอหนาน ภาคกลางของประเทศ เต็มไปด้วยม้าเกินร้อยตัวและซากรถม้าโบราณ 4 คัน คาดว่าเป็นของขุนนางและฮูหยินสมัยรัฐเจิ้ง เมืองขึ้นในยุคราชวงศ์โจว ตรงกับช่วง 1046–221 ปีก่อนคริสตกาล

ซากรถม้า 4 คันที่ขุดค้นในสุสานนี้ คาดว่า 3 คันน่าจะเป็นของครอบครัวชนชั้นขุนนาง เพราะรถม้าที่มีขนาดยาว 2.56 เมตร และกว้าง 1.66 เมตร ภายในติดตั้งอุปกรณ์กันแดดกันฝน พร้อมกับตกแต่งด้วยสำริดและกระดูกที่ประดิษฐ์ขึ้น

การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้กินพื้นที่ถึง 20 เฮกตาร์ หรือประมาณ 120 ไร่ พร้อมกับพบหลุมฝังขนาดใหญ่ถึง 18 แห่งพร้อมกับซากโครงกระดูกม้าและรถม้ามากกว่า 3,000 หลุม  นักโบราณคดีขุดพบซากรถม้าและโครงกระดูกม้าแล้วถึง 90 โครง

การขุดค้นจากสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมมณฑลและโบราณคดี ระบุว่าตัวเลขของม้าที่ถูกฝังอยู่ในหลุมอาจจะมีเกินกว่า 100 ตัว นอกจากนี้ป้ายหลุมศพหลักถูกขโมยไป และยังไม่มีการค้นพบการบันทึกใดๆ ทั้งสิ้น

จึงเป็นงานยากที่จะระบุว่าหลุมศพนี้เป็นของใคร แต่หากดูจากขนาดของหลุมศพและวัตถุโบราณที่พบอาจเป็นของเจ้านครรัฐและภรรยา

ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะและบริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์


ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะและบริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์ 


ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ของเรา 
บริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์ พวกมันดูมืดเพราะมันเย็นกว่าส่วนอื่น ๆ ของพื้นผิวดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะคือการระเบิดของพลังงานอย่างกะทันหันซึ่งเกิดจากการพันกัน การข้าม หรือการจัดเรียงใหม่ของเส้นสนามแม่เหล็กใกล้จุดดับของดวงอาทิตย์


เปลวสุริยะ (อังกฤษ: Solar flare) คือการระเบิดใหญ่ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 6 × 1025 จูล (ประมาณ 1 ใน 6 ของพลังงานที่ปลดปล่อยจากดวงอาทิตย์ทุกวินาที) คำนี้สามารถใช้เรียกปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นบนดาวฤกษ์อื่นๆ โดยจะเรียกว่า เปลวดาวฤกษ์ (stellar flare)


ภาพต่อเนื่อง 2 ภาพของปรากฏการณ์เปลวสุริยะที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ โดยตัดแผ่นจานดวงอาทิตย์ออกไปจากภาพเพื่อให้เห็นเปลวได้ชัดเจนขึ้น
เปลวสุริยะส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ทั้งหมด

 (โฟโตสเฟียร์, โครโมสเฟียร์, และโคโรนา) ทำให้พลาสมามีความร้อนถึงหลายสิบล้านเคลวิน และเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน โปรตอน และไอออนหนักจนเข้าใกล้ความเร็วแสง เกิดการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านข้ามสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทุกช่วงความยาวคลื่น นับตั้งแต่คลื่นวิทยุไปจนถึงรังสีแกมมา 


เปลวสุริยะส่วนมากจะเกิดขึ้นในย่านแอ็กทีฟเช่น บริเวณจุดมืดดวงอาทิตย์ ซึ่งมีสนามแม่เหล็กกำลังแรง รังสีเอ็กซ์และการแผ่รังสีอุลตราไวโอเล็ตที่แผ่ออกมาโดยเปลวสุริยะสามารถส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก และทำลายการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุช่วงยาว การปะทะของคลื่นโดยตรงที่ความยาวคลื่นขนาดเดซิเมตรอาจรบกวนการทำงานของเรดาร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ทำงานในช่วงความถี่ดังกล่าว





วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567

ย้อนรอยอดีต112 ปี เรือไททานิค นรกล่มจมทะเล


ย้อนรอยอดีต112 ปี เรือไททานิค
นรกล่มจมทะเล

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 1912 ชาวเมืองเซาแธมป์ตันตื่นขึ้นและพบว่ามีเรือไททานิกลำใหม่ที่สูงตระหง่านผูกติดอยู่กับท่าเรือ White Star Dock โดย ลำเรือโดยรวม ประดับประดามาในชุดธงสัญญาณเพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของไททานิคในเมืองท่านี้ 

หลายปีที่ผ่านมา ภาพนี้มักถูกระบุอย่างไม่ถูกต้องว่าถูกถ่าย ในวันถัดมาคือในวันที่ 5 เมษายน 1912

เมื่อปีที่แล้วได้มีการเผยรายละเอียด การสแกนซากเรือไททานิกที่มีรายละเอียดน่าทึ่ง ท่ามกลางการสแกนส่วนอื่นๆ ระหว่างการสำรวจแผนที่โดยบริษัทใต้ทะเลลึกแห่งสหราชอาณาจักร Magellan ในปี 2022 

แม้ว่าการถ่ายภาพแบบดั้งเดิม จะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ในความมืดสนิทของบริเวณซากเรืออัปปาง แต่เทคโนโลยีการสแกนที่พัฒนาขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดยใช้ ROV ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ สามารถดูซากเรืออัปปางและบริเวณโดยรอบได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง 

เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่ได้เห็นเรือลำนี้ที่คุ้นเคย ในรายละเอียดที่ชัดเจนและตรงตามแบบแปลนที่มีอยู่  และคาดว่าจะได้รับข้อมูลมากมายจากการศึกษาภาพเหล่านี้อย่างละเอียดในอีกไม่กี่เดือน และหลายปีต่อจากนี้


ที่น่าสังเกต เมื่อเปรียบเทียบกับการปรากฏตัวของซากเรือจากการค้นพบในปี 1985 การตรวจสอบอย่างใกล้ชิด มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โรงยิมส่วนใหญ่พังทลายลงมาก กำแพงห้องของเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าพังทลายลงอีก และตอนนี้เสาหลักพังทลาย และเป็นสนิมทั่วทั้งดาดฟ้า รวมทั้งบ่อน้ำด้านหน้า 


อย่างไรก็ตาม โดยทุกวันนี้ ไททานิคยังคงเป็นเรือยังตั้งตรงและสง่างาม เป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยทุกคนที่รู้เรื่องราวของมันเป็นอย่างดีจะจดจำเรือลำนี้ได้ทันที

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567

สุดยอดสถาปัตยกรรม อัฒจันทร์อูดนา ตั้งอยู่ในเมืองอูดนา ซึ่งเป็นเมืองโรมัน-เบอร์เบอร์โบราณ นั่งได้ประมาณ 16,000 คน


อัฒจันทร์อูดนา
ตั้งอยู่ในเมืองอูดนา ซึ่งเป็นเมืองโรมัน-เบอร์เบอร์โบราณ ตั้งอยู่ใกล้เมืองตูนิส ประเทศตูนิเซีย

มีอายุย้อนกลับไปในรัชสมัยของเฮเดรียน (ค.ศ. 117 ถึง ค.ศ. 138) มีขนาด 113x90 ม. และนั่งได้ประมาณ 16,000 คน

มีการขุดลงไปในเนินเขาครึ่งหนึ่งและมีเพียงส่วนบนของอาคารที่มีส่วนโค้งเท่านั้นที่อยู่เหนือพื้นดิน

ซากปรักหักพังของ Roman Oudna ในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก

ส่วนที่หนึ่งเป็นทางเข้าจะเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคาร ซึ่งบางหลังได้รับการสร้างขึ้นใหม่ 
รวมถึงวิลล่าสไตล์โรมัน 

ห้องอาบน้ำส่วนตัวและสาธารณะ ถังเก็บน้ำ โรงละคร และอัฒจันทร์สมัยศตวรรษที่ 2

ส่วนที่สองซึ่งรวมถึงศาลากลาง ยังไม่ได้รับการขุดค้นเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยหลา ติดกับหมู่บ้านเล็กๆ และซากอาคารยุคอาณานิคม

สุดอลังการท่อส่งน้ำโรมันขนาดมหึมาแห่งเซโกเวีย โบราณสถานอันน่าทึ่งใจกลางเมือง


ท่อส่งน้ำโรมันขนาดมหึมาแห่งเซโกเวีย โบราณสถานอันน่าทึ่งใจกลางเมือง

ในสมัยโบราณกาล ท่อส่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนมาก เพราะท่อจะใช้ในการขนส่งน้ำจากแหล่งน้ำระยะไกล เข้าสู่เขตของชุมชนเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม 

ในวัฒนธรรมช่วงต้นอียิปต์อัสซีเรียและบาบิโลน ก็จะมีรูปแบบท่อส่งน้ำที่มีความคล้ายคลึงกัน เป็นการขุดคลองและได้สร้างช่องท่อส่งน้ำที่เคลื่อนย้ายด้วยแรงโน้มถ่วง ซึ่งท่อส่งน้ำทรงโค้งทั้งหลายนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วแหล่งวัฒนธรรมดังกล่าว และยังคงอยู่เป็นโบราณสถานจนถึงปัจจุบัน 

ท่อส่งน้ำเซโกเวีย เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญและมีความสมบูรณ์ที่สุดที่เหลืออยู่ในคาบสมุทรไอบีเรียน ประเทศสเปน ท่อส่งน้ำแห่งนี้ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี เป็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าของเมือง

โดยแต่ก่อนนี้ท่อส่งเซโกเวียจะลำเลียงน้ำจากแม่น้ำ Fuente Fría ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนภูเขา น้ำจะไหลผ่านเนินเขาลงมาและมีระยะทางเข้าสู่เมืองกว่า 17 กิโลเมตร ให้คนในชุมชนได้ใช้กัน 

ท่อส่งน้ำแห่งนี้สร้างด้วยอิฐที่มีลักษณะคล้ายหินแกรนิตนำมาเรียงกัน 

โดยมีความสูงถึง 28.5 เมตร มีช่องโค้งทั้งหมดกว่า 167 ช่อง ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่มาก ในช่วงยุคโรมันจะมีประตูระบายน้ำทรงโค้งสามช่องที่สูงและโดดเด่นที่สุด เพื่อสลักชื่อผู้สร้างและวันที่สร้างเอาไว้นั่นเอง ปัจจุบันท่อส่งน้ำแห่งนี้ กลายเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งประจำเมือง ที่สามารถเข้ากับบ้านเมืองสมัยใหม่ได้อย่างดี ทำให้นึกถึงประตูเชียงใหม่ที่ประเทศไทย ที่เป็นโบราณสถานซึ่งเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างดี

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567

แอร์โบราณล้ำนำสมัยในยุคสมัยเปอร์เซีย


แอร์โบราณในยุคสมัยเปอร์เซีย

หอดักลมในเมืองยาซ์ด เมืองหลวงเก่าแก่อายุมากกว่า 3,000 ปี หอดักลมมีต้นกำเนิดมาจากอารยธรรมเปอร์เซียเมื่อหลายพันปีก่อน 

โดยมีโครงสร้างคล้ายปล่องไฟเพื่อดูดลมจากข้างบนเข้ามาภายในตัวอาคาร จะทำให้ตัวอาคารและภายในมีความเย็น 

เมื่อลมเข้ามาในบ้านทำให้อากาศ
หมุนเวียน 



ส่วนอากาศร้อนก็จะลอยตัวสูงขึ้นออกพ้นจากตัวบ้านไป
เป็นวิถีชีวิตที่สรรหาความสบายได้อย่างง่าย ๆ ท่ามกลางความร้อนระอุของทะเลทราย 


ดูรูปวิธีการทำงานของแอร์เปอร์เซียโบราณ

เขาจะขุดห้องโถงที่อยู่ให้ลึกเพื่อความเย็น และทำคู่กับระบบทางน้ำใต้ดิน ปล่อยอากาศลงไปพัดผ่านน้ำ ให้อากาศเย็นขึ้นมาในอาคาร และให้อากาศร้อนลอยตัวขึ้นไปในปล่องที่เรียกว่า wind catcher ครับ อากาศในอาคารจะเย็นลงครับ

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

ย้อนรอยตำนานสัตว์ที่อยู่บนเรือโนอาห์มีตัวอะไรบ้าง?


• สัตว์ที่อยู่บนเรือโนอาห์มีตัวอะไรบ้าง?

นึกถึงตำนานน้ำท่วมโลก ก็ต้องนึกถึงเรื่องราวของโนอาห์ และในเรื่องนี้เราก็พอจะรู้ว่า โนอาห์ยังได้นำสัตว์แต่ละชนิดที่เป็นคู่ตัวผู้ตัวเมียขึ้นไปบนเรือของเขาด้วย เพื่อให้พวกมันขยายเผ่าพันธุ์หลังจากน้ำท่วมโลกจบลง

ว่าแต่เคยสงสัยไหมว่า สัตว์ที่อยู่บนเรือของโนอาห์เนี่ยเป็นสัตว์ชนิดใดบ้าง?

หากอ้างอิงตามพระคัมภีร์ มีสัตว์แค่สองชนิดเท่านั้นที่ปรากฏในเรื่องนี้ ได้แก่อีกากับนกนางนวลที่โนอาห์ปล่อยให้บินไปดูว่า มีผืนแผ่นดินให้อยู่อาศัยได้แล้วหรือยัง

ส่วนสัตว์ที่เหลือที่บอกว่ามีเป็นคู่ ๆ นั้น ไม่ได้ปรากฏในเรื่องแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เลยเป็นโอกาสที่ดี ที่บรรดาศิลปินในยุคต่าง ๆ จะนำจินตนาการหรือความเชื่อของตนมาใช้กับเรื่องราวนี้

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของตำนานเรือโนอาห์ที่ปรากฎเป็นภาพนั้น ก็คือเหรียญทองสัมฤทธิ์จากศตวรรษที่ 3 ที่ค้นพบในประเทศตุรกี โดยเป็นภาพเรือโนอาห์ที่ภายในมีหีบแห่งพันธสัญญาและนกสองตัวที่อ้างอิงจากอีกากับนกนางนวลตามพระคัมภีร์

ในช่วงยุคกลาง ศิลปินชาวยุโรปก็ได้นำสัตว์เท่าที่พวกเขารู้จักในตอนนั้น มาประกอบกับเรื่องสัตว์ที่โนอาห์นำขึ้นเรือ ใน Old English Hexateuch หนังสือภาษาแองโกล-แซกซัน ที่แปลเนื้อหาจากไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมในศตวรรษที่ 11 ปรากฏวัว แพะ และหมู เป็นสัตว์ที่อยู่บนเรือโนอาห์

ขณะที่ช่างแกะสลักในศตวรรษที่ 15 ของอาสนวิหารนอริช (Norwich Cathedral) ในอังกฤษ วาดภาพเรือโนอาห์ที่ไม่ได้มีแค่วัวกับนก แต่ยังมีลิง ยีราฟ นกยูง รวมถึงสิงโตด้วย สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ต่างถิ่นของอังกฤษหรือแม้แต่ยุโรป แต่ชาวอังกฤษก็รู้จักกับสัตว์เหล่านี้ เพราะพวกมันถูกนำเข้ามาจัดแสดงโชว์เพื่อสร้างความบันเทิงให้คนยุคนั้น

ไม่ได้มีแค่สัตว์ที่อยู่บนโลกความเป็นจริง เพราะศิลปินหลายคนยังนำสัตว์ในตำนานไม่ว่าจะเป็นมังกร กริฟฟอน หรือแม้แต่ยูนิคอร์น เป็นหนึ่งในสัตว์ที่อยู่บนเรือโนอาห์เหมือนกัน

เมื่อถึงศตวรรษที่ 16 การปฏิรูปศาสนาคริสต์ทำให้แนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ปรากฏขึ้นในสังคมยุโรป ทำให้มีหลายคนพยายามนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องราวของเรือโนอาห์ แต่วิทยาศาสตร์ในตอนนั้น ก็อาจผสมกับความ ‘ปั่น’ อยู่บ้าง

ตัวอย่างเช่นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสโยฮันเนส บูเตโอ (Johannes Buteo) เสนอว่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 93 ชนิดที่อยู่บนเรือโนอาห์ ส่วนสัตว์ที่เหลือเอาชีวิตรอดได้เพราะพวกมันจะ ‘ผุดขึ้นมา’ จากโคลน

เบนิโต เปริเอร่า (Benito Periera) นักปรัชญาเยซูอิตชาวสเปนเสนอว่า แมลงหลายชนิดไม่จำเป็นต้องอยู่บนเรือโนอาห์อย่างเช่นแมลงวัน เพราะพวกมันเกิดขึ้นจากซากศพของสัตว์  ขณะที่นักสำรวจชาวอังกฤษเซอร์วอลเตอร์ ราลี (Sir Walter Raleigh) เสนอว่า สัตว์ลูกผสมอย่างเช่นล่อ ไม่น่าจะอยู่บนเรือโนอาห์ เพราะในช่วงที่คาดว่าโนอาห์มีชีวิตอยู่ สัตว์ลูกผสมยังไม่เป็นที่รู้จักในตอนนั้น

ในปี 1675 อธานาซิอุส เคียร์เชอร์ (Athanasius Kircher) นักคิดชาวเยอรมันเสนอทฤษฎีผ่านหนังสือ Arca Noë โดยบอกว่า บนเรือโนอาห์ประกอบไปด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสี่เท้า 130 ชนิด งู 30 ชนิด และนกอีก 150 ชนิด โนอาห์ไม่จำเป็นต้องนำสัตว์ทุกชนิดบนโลกมาไว้บนเรือ เพราะสัตว์เหล่านี้สามารถผสมพันธุ์จนเกิดเป็นลูกผสมได้

เคียร์เชอร์ยกตัวอย่างยีราฟที่เขาอ้างว่า เป็นลูกผสมระหว่างอูฐกับเสือดาว หรือตัวนิ่มที่เป็นลูกผสมของเต่ากับเม่น

ประเด็นคือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันเองก็พยายามเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างนักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการเอิร์นส์ วอลเตอร์ ไมเออร์ (Ernst Walter Mayr) เสนอว่า มีสัตว์อย่างน้อย 17,600 สปีชีส์อยู่บนเรือโนอาห์

แล้วสรุปมีสัตว์กี่ตัวและชนิดใดบ้างบนเรือโนอาห์ คำตอบก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและจินตนาการของผู้คน เหมือนที่เคยเป็นตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

ความรักของแม่ที่มีให้ โทมัส เอดิสันนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ


❤️ความรักของแม่
วันหนึ่งโทมัส เอดิสันกลับถึงบ้านพร้อมกับนำจดหมายไปให้คุณแม่ของเขา 

“คุณครูให้ผมนำจดหมายฉบับนี้มาให้คุณแม่และกำชับว่าให้ผมเอามาให้คุณแม่เท่านั้นครับ” 

คุณแม่ของเขาน้ำตาไหลขณะที่อ่านจดหมายดัง ๆ ให้ลูกฟัง 

“ลูกชายของคุณเป็นอัจฉริยะ โรงเรียนของเราเล็กเกินไปสำหรับเขาและไม่มีครูที่ดีเพียงพอที่จะฝึกสอนเขาได้ กรุณาสอนเขาด้วยตัวคุณเอง”

หลายปีหลังจากที่คุณแม่ของเอดิสันเสียชีวิต เอดิสันได้กลายเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ วันหนึ่งเขาได้ค้นตู้เสื้อผ้าเก่าและได้พบจดหมายฉบับนั้น เขาเปิดอ่านและพบว่าข้อความในจดหมายเขียนไว้ดังนี้:

“ลูกชายของคุณป่วยทางจิต เราไม่สามารถให้เขาเรียนในโรงเรียนของเราได้อีกต่อไป เราขอให้เขาออกจากโรงเรียน”

เอดิสันรู้สึกสะเทือนอารมณ์อย่างมาก เขาได้เขียนลงในสมุดบันทึกของเขาว่า “โทมัส อัลวา เอดิสันคือเด็กที่ป่วยทางจิตผู้ซึ่งแม่ของเขาทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะแห่งศตวรรษ”

สุภาษิต: ความรักและการเลี้ยงดูของแม่สามารถช่วยเปลี่ยนชะตากรรมของลูกได้...