วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทำไมถึงชื่อ ว่า ขนมบ้าบิ่น


ทำไมถึงชื่อ ว่า ขนมบ้าบิ่น ชื่อ ขนมบ้าบิ่น เป็นขนมไทยโบราณชื่อแปลกจริง ๆ ทำไมถึงเรียกแบบนี้? มี สองกระแสหลัก ที่คนเล่าต่อกันมา (ตามข้อมูลจากวิกิพีเดีย ชาวกุฎีจีน และสื่อต่าง ๆ เช่น มติชน, Kapook, Pantip) ไม่มีใครยืนยัน 100% ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ยอมรับทั้งสองแบบ

1. มาจาก "ขนมป้าบิ่น" หรือ "แม่บิ่น" (กระแสที่นิยมที่สุดในไทย)

  • ขนมนี้กำเนิดในชุมชนกุฎีจีน (ย่านเยาวราช-ตลาดน้อย) สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
  • มีผู้หญิงชื่อ ป้าบิ่น หรือ แม่บิ่น (บางคนเรียกยายบิ่น) เป็นคนคิดค้นหรือทำขายเป็นคนแรก
  • คนเลยเรียกตามชื่อว่า "ขนมป้าบิ่น" → พูดเร็ว ๆ บ่อย ๆ → เพี้ยนเสียงเป็น "ขนมบ้าบิ่น" (คล้ายคำไทยหลายอย่างที่เพี้ยนจากชื่อคน เช่น ขนมตาล = ตาล, ขนมครก = ครก)
  • ชาวกุฎีจีนหลายคน (รวมถึงสัมภาษณ์ยายอายุ 80+ ปี) ยืนยันแบบนี้ เช่น จากบทความมติชนอคาเดมี และยายเป้าที่เล่าว่าญาติชื่อแม่บิ่นคิดทำขึ้น

2. มาจากชื่อขนมโปรตุเกส "Queijadas de Coimbra" (หรือเรียกสั้น ๆ "บ้า" + "บิ่น")

  • ขนมบ้าบิ่นจริง ๆ เป็นขนมที่ ดัดแปลงมาจากขนมโปรตุเกส ชื่อ Queijadas de Coimbra (ขนมชีสทาร์ตเล็ก ๆ จากเมือง Coimbra โปรตุเกส)
  • ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในสยามสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ (โดยเฉพาะชุมชนกุฎีจีนที่มีเชื้อสายโปรตุเกส) นำสูตรมา แล้วปรับใช้ กะทิ + มะพร้าว + แป้งข้าวเหนียว แทนชีส
  • ชื่อเดิมอาจเพี้ยนจากคำท้าย "Coimbra" หรือ "queijadas" → คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า "ขนมบ้า" (จาก "bar" หรือ "bra" ในชื่อ) แล้วเติม "บิ่น" เข้าไปให้เพราะ ๆ หรือเพื่อให้จำง่าย → กลายเป็น บ้าบิ่น
  • กระแสนี้มีคนเสนอใน Pantip และบางสื่อ แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากระแสแรก

สรุปง่าย ๆ ส่วนใหญ่คนไทยเชื่อ กระแสแรก ว่ามาจาก "ป้าบิ่น" แล้วเพี้ยนเป็นบ้าบิ่น (ฟังดูสนุกและเป็นไทยมากกว่า) ส่วนกระแสโปรตุเกสเป็นที่มาของสูตรขนมจริง ๆ แต่ชื่ออาจไม่เกี่ยวโดยตรง

ขนมนี้หวานมัน หอมกะทิ อร่อยแบบติดใจ ชื่อแปลกแต่กินแล้วไม่บ้าแน่นอน 😂 ถ้าชอบขนมไทยโบราณ แนะนำลองหาขนมบ้าบิ่นยายเสียน (ดังมากในกุฎีจีน) รับรองอร่อย



สารพิษที่ถูกค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ



ในประวัติศาสตร์และวงการวิทยาศาสตร์ มีสารพิษหลายชนิดที่ถูกค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่างการพยายามคิดค้นยารักษาโรคหรือสารเคมีชนิดอื่น นี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจครับ

1. ก๊าซซาริน (Sarin Gas)

หนึ่งในสารพิษทำลายประสาทที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ถูกค้นพบในปี 1938 โดย **Gerhard Schrader** นักเคมีชาวเยอรมัน

* **ความตั้งใจเดิม:** เขากำลังพยายามคิดค้น **ยาฆ่าแมลง** ชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อช่วยแก้ปัญหาความอดอยาก

* **การค้นพบ:** ในขณะที่เขากำลังผสมสารฟอสฟอรัสอินทรีย์ เขาบังเอิญสร้างสารที่มีพิษร้ายแรงมากจนทำให้เขาและผู้ช่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเพียงเพราะได้รับไอระเหยเพียงเล็กน้อย ต่อมาสารนี้ถูกนำไปพัฒนาเป็นอาวุธเคมีแทน

2. ไซโคลน บี (Zyklon B)

สารพิษที่มีชื่อเสียงในทางที่เลวร้ายจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

* **ความตั้งใจเดิม:** เดิมทีมันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็น **ยาฆ่าแมลงและสารรมควัน** เพื่อกำจัดเห็บ หมัด และแมลงในโกดังสินค้าหรือเสื้อผ้า

* **การค้นพบ:** นักวิทยาศาสตร์พบว่าก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่ปล่อยออกมาจากก้อนผลิตภัณฑ์นี้มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่แมลง

3. ตะกั่วในน้ำมันเบนซิน (Tetraethyl Lead)

แม้จะไม่ใช่ "ยาพิษ" ในเชิงการลอบสังหาร แต่เป็นสารพิษสะสมที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกอย่างมหาศาล

* **ความตั้งใจเดิม:** **Thomas Midgley Jr.** พยายามหาสารเติมแต่งที่จะช่วย **ลดอาการเครื่องยนต์น็อก (Engine Knocking)** ในรถยนต์

* **การค้นพบ:** เขาพบว่าสารตะกั่วเตตราเอทิลช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้นมาก แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือการแพร่กระจายของสารตะกั่วไปในชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบประสาทและพัฒนาการของมนุษย์ทั่วโลกเป็นเวลาหลายทศวรรษ

4. โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)

นี่คือตัวอย่างของสารพิษที่กลายมาเป็นประโยชน์ในภายหลัง

* **การค้นพบ:** สารพิษนี้ผลิตจากแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร (มักพบในปลากระป๋องหรือหน่อไม้ปี๊บที่ทำไม่สะอาด) ถูกค้นพบครั้งแรกจากการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตจาก **โรคอาหารเป็นพิษ(Botulism)**

* **ปัจจุบัน:** นักวิทยาศาสตร์นำความเป็นพิษที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการพยาบาล เพื่อลดริ้วรอยและรักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุก

> **เกร็ดน่ารู้:** ในทางกลับกัน สารที่เป็นประโยชน์หลายอย่างก็ถูกค้นพบจากการพยายามสร้างสารพิษหรืออาวุธเคมี เช่น **ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)** บางชนิดที่พัฒนามาจากก๊าซมัสตาร์ดในสงครามโลกครับ

กะหรี่ปั๊บ (Curry Puff) และเรื่องราวต้นกำเนิดข้ามทวีปกะหรี่ปั๊บ

วันนี้จะมานำเสนอ บทความเรื่อง กะหรี่ปั๊บ

นำ เสนอถึง ที่ มา ที่ ไป และ ความประวัติควา ม เป็นมา ของ ขนม ชนิด นี้ เพราะ ว่า มัน มี ต้นกำเนิด มา จาก ไหน บทความ นี้ เรา ได้ เรียบเรียง มา จาก หลาย ๆ ที่ หวังว่า เพื่อน ๆ คง จะ มี ความ ประโยชน์ จาก บทความพอ สมควร 

🥟 กะหรี่ปั๊บ (Curry Puff) และเรื่องราวต้นกำเนิดข้ามทวีปกะหรี่ปั๊บ (ที่มักเขียนสะกดผิดเป็น กระหรี่ปั๊บ) เป็นอาหารว่างที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ลักษณะเป็นแป้งพายพับครึ่งวงกลม จับจีบที่ขอบ ภายในสอดไส้เนื้อสัตว์ มันฝรั่ง และผงกะหรี่ นำไปทอดจนเหลืองกรอบแต่รู้หรือไม่ว่า ขนมชิ้นเล็กๆ นี้ เป็นตัวแทนของการบรรจบกันของวัฒนธรรมระดับโลก!

🌍 จุดกำเนิด: ผลผลิตจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม (Cultural Fusion)ต้นกำเนิดที่แท้จริงของกะหรี่ปั๊บนั้นไม่มีการบันทึกชี้ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก แต่ในทางประวัติศาสตร์อาหารยอมรับร่วมกันว่า กะหรี่ปั๊บถือกำเนิดขึ้นในแถบ คาบสมุทรมลายู (Maritime Southeast Asia) ในยุคอาณานิคม

 โดยเป็นการผสมผสานอิทธิพลทางอาหารจาก 3 วัฒนธรรมหลัก ได้แก่:อิทธิพลโปรตุเกส (Empanada): ชาวโปรตุเกสที่เดินเรือเข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ที่มะละกา) ได้นำขนม "เอมปานาดา" (Empanada)

 ซึ่งเป็นแป้งห่อไส้รูปครึ่งวงกลมเข้ามา นี่คือต้นแบบ "รูปทรง" ของกะหรี่ปั๊บอิทธิพลอังกฤษ (Cornish Pasty): ในยุคที่อังกฤษเข้ามาปกครองแหลมมลายู ชาวอังกฤษได้นำ "คอร์นิชพาสตี" (Cornish Pasty) พายอบสอดไส้เนื้อและมันฝรั่งติดมาด้วย 

ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับ "ไส้เนื้อและมันฝรั่ง" รวมถึงเทคนิคการทำแป้งพายกรอบ (Puff Pastry)อิทธิพลอินเดีย (Samosa): ซาโมซา ของว่างยอดฮิตของอินเดียที่มีไส้เป็นมันฝรั่งผัดกับเครื่องเทศและผงกะหรี่ นำไปทอดจนกรอบ เป็นตัวกำหนด "รสชาติ" และ "วิธีการทอด" ของกะหรี่ปั๊บ

เมื่อชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบริเวณนี้ นำเทคนิคทั้ง 3 มารวมกัน จึงเกิดเป็นขนมชนิดใหม่ที่เรียกว่า "Curry Puff" หรือ "กะหรี่ปั๊บ" นั่นเอง🇲🇾🇸🇬 

การวิวัฒนาการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะมาเป็นกะหรี่ปั๊บไส้ไก่อย่างทุกวันนี้ ในวัฒนธรรมมุสลิมมลายูมีขนมที่เรียกว่า "เอปก-เอปก" (Epok-epok) 

ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน แต่มักจะสอดไส้ปลากระป๋อง (ซาร์ดีน) หรือมันฝรั่งผัดพริกแกง รสชาติออกเผ็ดหวานต่อมา ชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในสิงคโปร์และมาเลเซีย ได้นำเอปก-เอปกมาดัดแปลงให้ถูกปากมากขึ้น 

โดยเปลี่ยนแป้งให้ร่วนกรอบคล้ายพายตะวันตก สอดไส้ด้วยแกงกะหรี่ไก่ มันฝรั่ง และใส่ "ไข่ต้ม" ฝานลงไปเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของ Curry Puff ที่โด่งดังไปทั่วโลก (เช่น แบรนด์ Old Chang Kee ของสิงคโปร์ที่ขายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956)

🇹🇭 กะหรี่ปั๊บในประเทศไทยคำว่า "กะหรี่ปั๊บ" ในภาษาไทย เป็นการออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า "Curry Puff" (เคอร์รีพัฟฟ์) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องท้าวทองกีบม้า: มีบางแหล่งข้อมูลในไทยสันนิษฐานว่า กะหรี่ปั๊บอาจถูกคิดค้นโดย ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) ในสมัยอยุธยา เนื่องจากท่านเป็นผู้นำขนมโปรตุเกสหลายชนิดเข้ามาเผยแพร่ 

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์อาหารส่วนใหญ่มองว่า ท้าวทองกีบม้าอาจจะนำเทคนิคการทำ "แป้งพาย" แบบตะวันตกเข้ามาจริง แต่ตัว "ไส้กะหรี่ไก่และมันฝรั่ง" นั้นเพิ่งถูกนำมารวมกันและฮิตในยุคหลัง (เนื่องจากมันฝรั่งเพิ่งแพร่หลายในเอเชียยุคหลังศตวรรษที่ 16-17) 

ดังนั้น กะหรี่ปั๊บแบบที่เรากินกันในปัจจุบัน จึงน่าจะได้รับอิทธิพลส่งผ่านมาจากทางตอนใต้ของไทย (พรมแดนติดมาเลเซีย) หรือผ่านชาวมุสลิมและฝรั่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์มากกว่าของดีเมืองสระบุรี:ในประเทศไทย เมื่อพูดถึงกะหรี่ปั๊บ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง "อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี" 

ซึ่งกะหรี่ปั๊บได้กลายมาเป็นสินค้า OTOP และของฝากชื่อดังระดับประเทศ จนมีคำขวัญว่า "เนื้อนุ่ม นมดี กะหรี่ดัง" กะหรี่ปั๊บสูตรสระบุรีมีเอกลักษณ์คือการทำ "แป้งพายชั้น" ที่บางกรอบและร่วนซุยเป็นลายก้นหอยสวยงาม (ต่างจากแป้งพายร่วนแบบสิงคโปร์)


 นอกจากไส้ไก่แล้ว คนไทยยังประยุกต์ไส้หวานเพิ่มเติมอีกมากมาย เช่น ไส้เผือก ไส้ถั่ว ไส้สับปะรด และไส้งาดำ เป็นต้น

📝 สรุปกะหรี่ปั๊บไม่ได้เป็นแค่ของว่างแสนอร่อย แต่ยังเป็นเสมือน "จดหมายเหตุทางอาหาร" ที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางของชาวยุโรป (โปรตุเกส, อังกฤษ) ที่นำรูปทรงและแป้งพายมาพบกับเครื่องเทศและวิธีการทอดของชาวเอเชีย (อินเดีย, มลายู, จีน) จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในที่สุด

ก่อนจะจบบทความนี้ หวังว่า เพื่อนๆ คงจะได้กินหรือรัปประทานขนมชนิดนี้บ้างแล้ว และมีความรู้สึกอย่างไร เราก็แลกไป ความคิดเห็นก็ได้นะครับ