วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผู้คิดค้น "เงินเหรียญ" และ "ธนบัตร" เป็นครั้งแรกของโลก

 ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผู้คิดค้น "เงินเหรียญ" และ "ธนบัตร" เป็นครั้งแรกของโลก

วันนี้เรามีสาระดีๆมาฝากข้อมูลต่างๆเราได้รวบรวมมาจากหลายที่ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุด

ประวัติศาสตร์ผู้คิดค้น "เงินเหรียญ" และ "ธนบัตร" เป็นครั้งแรกของโลกการเปลี่ยนผ่านจากระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของ (Barter System) มาสู่การใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่ามาตรฐาน 

ถือเป็นก้าวสำคัญในอารยธรรมมนุษย์ โดยผู้ที่คิดค้นเงินเหรียญและธนบัตรเป็นกลุ่มแรกของโลกมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ผู้คิดค้น "เงินเหรียญ" เป็นคนแรกของโลก (First Coins)ผู้คิดค้น: ชาวลิเดีย (Lydians) ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อาลีอัตเตส (King Alyattes)ช่วงเวลา: ประมาณ 600 - 610 ปีก่อนคริสตกาล (มากกว่า 2,600 ปีมาแล้ว)สถานที่: อาณาจักรลิเดีย (Lydia) 

ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรอนาโตเลีย (ปัจจุบันคือดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี)รายละเอียดและจุดเด่น:วัสดุที่ใช้: เหรียญยุคแรกทำจาก อิเล็กตรัม (Electrum) 

ซึ่งเป็นโลหะผสมตามธรรมชาติของทองคำและเงินสัญลักษณ์พิมพ์ลาย: บนเหรียญจะมีการปั๊มตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการเพื่อรับรองมูลค่าและน้ำหนัก โดยเหรียญที่เก่าแก่ที่สุดมักเป็นรูป "หัวสิงโตคำราม" 

ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ลิเดียผลกระทบ: การมีเหรียญกษาปณ์มาตรฐานทำให้การค้าขายในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเติบโตอย่างก้าวกระโดด และต่อมากรีซโบราณรวมถึงโรมันก็นำแนวคิดนี้ไปปฏิรูปจนแพร่หลายไปทั่วโลก

2. ผู้คิดค้น "ธนบัตร" เป็นคนแรกของโลก (First Banknotes)ผู้คิดค้น: ชาวจีน ในยุคราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty)ช่วงเวลา: คริสต์ศตวรรษที่ 11 (อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1024)สถานที่: มณฑลเสฉวน ประเทศจีนรายละเอียดและจุดเด่น:จุดเริ่มต้น: ในยุคราชวงศ์ถัง (คริสต์ศตวรรษที่ 7) พ่อค้าชาว

จีนเริ่มประสบปัญหาความยากลำบากในการพกเหรียญโลหะหนักๆ (ที่ทำจากทองแดงหรือเหล็ก) เดินทางไกลเพื่อไปค้าขาย จึงเริ่มมีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินที่เรียกว่า "เฟยเฉียน" (Feiqian - 飞钱) หรือ "เงินเหิน"

 ซึ่งเป็นตั๋วฝากเงินของเอกชนธนบัตรของรัฐบาลฉบับแรก: ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ รัฐบาลเล็งเห็นถึงประโยชน์และเข้ามาควบคุมระบบนี้ โดยออกตั๋วเงินหมุนเวียนอย่างเป็นทางการเรียกว่า "เจียวจื่อ" (Jiaozi - 交子) ในปี ค.ศ. 1024

 ซึ่งถือเป็น "ธนบัตรฉบับแรกของโลก" ที่พิมพ์โดยรัฐบาลและมีทุนสำรองค้ำประกันการแพร่หลาย: เมื่อมาร์โค โปโล (Marco Polo) นักเดินทางชาวอิตาลีเดินทางมายังประเทศจีนในยุคกุบไลข่าน (ราชวงศ์หยวน) เขาได้พบเห็นการใช้เงินกระดาษนี้และนำเรื่องราวกลับไปบอกเล่าที่ยุโรป 

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1661 ธนาคารสตอกโฮล์ม (Stockholms Banco) ในประเทศสวีเดน จึงได้กลายเป็นธนาคารแรกในยุโรปที่ออกธนบัตรมาใช้งานจริงสรุปเปรียบเทียบสื่อกลางผู้คิดค้นแรกของโลก

ช่วงเวลาโดยประมาณวัสดุเริ่มแรกเงินเหรียญ (Coins)กษัตริย์อาลีอัตเตส แห่งอาณาจักรลิเดีย (ตุรกีในปัจจุบัน)~ 600 BCโลหะผสมทองคำและเงิน (Electrum)ธนบัตร (Banknotes)ชาวจีน ในยุคราชวงศ์ซ่ง (มณฑลเสฉวน)ค.ศ. 1024กระดาษที่ทำจากเปลือกไม้หม่อน (Mulberry bark)

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ย้อนรอยต้นกำเนิดของฉายา "ไอ้แมงดา" : จากพฤติกรรมสัตว์สู่คำแสลงในสังคมมนุษย์

ย้อนรอยต้นกำเนิดของฉายา "ไอ้แมงดา" : จากพฤติกรรมสัตว์สู่คำแสลงในสังคมมนุษย์

วันนี้เราก็มีสาระดีๆมาฝาก ซึ่งได้รวบรวมจากหลายๆแหล่งข้อมูล หลายๆคนคงได้เคยได้ยินคำว่าแมงดากันบ้างนะครับ วันนี้เราจะต้นกำเนิด ที่ มาที่ ไป และ ตำนาน ประวัติความเป็นมา

 ต้นกำเนิดของฉายา "ไอ้แมงดา" : จากพฤติกรรมสัตว์สู่คำแสลงในสังคมมนุษย์คำว่า "แมงดา" 

เป็นหนึ่งในคำแสลงภาษาไทยที่มีความหมายรุนแรงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักใช้เรียกผู้ชายที่มีพฤติกรรมเกียจคร้าน ไม่ทำมาหากิน และอาศัยเงินทองหรือน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงในการดำรงชีวิต (เกาะผู้หญิงกิน) 

ซึ่งแท้จริงแล้ว ที่มาของคำนี้ไม่ได้มาจาก "แมงดาบก" (ที่นำมาใส่น้ำพริก) แต่มีต้นกำเนิดมาจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของ "แมงดาทะเล" (Horseshoe Crab) และบริบทการทำประมงในอดีต ดังรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

1. พฤติกรรมตามธรรมชาติของ "แมงดาทะเล" (The Biological Origin)จุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์นำแมงดาทะเลมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ มาจากช่วง ฤดูผสมพันธุ์ 

ของพวกมัน:การเกาะติดไม่ยอมปล่อย: ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน) แมงดาตัวผู้ซึ่งมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด จะใช้ขาคู่หน้าที่มีลักษณะคล้ายตะขอหรือก้ามหนีบพิเศษ ล็อกเข้ากับขอบกระดองด้านหลังของแมงดาตัวเมียอย่างเหนียวแน่นผู้หญิงแบก ผู้ชายตาม: เมื่อเกาะติดแล้ว 

แมงดาตัวผู้จะไม่ยอมปล่อยตัวเมียเลยเป็นเวลานาน ตัวเมียจะต้องรับภาระหนักในการคลานลากตัวผู้ไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร การว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งตอนที่ตัวเมียต้องคลานขึ้นมาบนชายหาดเพื่อขุดหลุมวางไข่ 

ตัวผู้ก็ยังคงเกาะอยู่บนหลังสบายๆ เพื่อรอผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียวพฤติกรรมที่ "ตัวเมียทำงานหนัก/แบกรับภาระ ส่วนตัวผู้เกาะหลังอยู่นิ่งๆ" นี้เองที่ทำให้คนโบราณนำมาเปรียบเปรยถึงผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน

2. มุมมองจากชาวประมง: "ตัวเมียมีค่า ตัวผู้ไร้ราคา"นอกเหนือจากพฤติกรรมการเกาะแล้ว มูลค่าทางเศรษฐกิจของแมงดาทะเลในสายตาของชาวประมงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตอกย้ำความหมายเชิงลบนี้:ตัวเมียคือขุมทรัพย์: ในแง่ของอาหาร "ไข่แมงดาทะเล" ถือเป็นเมนูยอดนิยมและมีราคาสูง 

ดังนั้น แมงดาตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงตัวผู้คือส่วนเกิน: แมงดาตัวผู้ไม่มีไข่ และเนื้อก็น้อยมากจนแทบไม่มีใครนิยมนำมารับประทาน 

ในอดีตเวลาชาวประมงจับแมงดาทะเลคู่กันขึ้นมาได้ จึงมักจะแกะตัวเมียเก็บไว้ขาย 

แล้วจับตัวผู้โยนทิ้งทะเลไปอย่างไร้ค่า เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากเกาะตัวเมียไปวันๆความแตกต่างนี้สอดคล้องกับความหมายของคำว่า "แมงดา" ที่ใช้ด่าผู้ชายว่านอกจากจะเกาะผู้หญิงกินแล้ว ยังเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีคุณค่าในตัวเองอีกด้วย

3. พัฒนาการของความหมายในสังคมไทยคำว่า "แมงดา" มีการเปลี่ยนผ่านของความหมายตามยุคสมัย 

ดังนี้:ยุคเริ่มต้น: แมงดาคุมซ่อง (Pimp)ในอดีต (ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนกลางถึงช่วงก่อนสงครามโลก) คำว่า "แมงดา" หรือ "ไอ้แมงดา" ถูกใช้เรียก ผู้ชายที่หากินกับผู้หญิงโสเภณี โดยเฉพาะ 

โดยทำหน้าที่เป็นคนคุมซ่อง จัดหาลูกค้า หรือคุ้มครองผู้หญิงแลกกับการหักเงินส่วนแบ่งจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเธอมาใช้จ่ายส่วนตัว สังคมจึงมองว่าเป็นอาชีพที่ไร้เกียรติและเอารัดเอาเปรียบเพศแม่ยุคปัจจุบัน: ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน (Parasitic Relationship)เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมและการค้าประเวณีเปลี่ยนไป 

ความหมายของคำว่าแมงดาจึงถูกขยายวงกว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะผู้ชายที่คุมซ่องอีกต่อไป แต่ถูกใช้เรียก ผู้ชายทุกคนที่มีพฤติกรรมเกาะผู้หญิง (ไม่ว่าจะเป็นภรรยา แฟน หรือคนรัก) เพื่อเลี้ยงชีพ โดยที่ตัวเองไม่ยอมทำมาหากินอย่างสุจริต ปล่อยให้ฝ่ายหญิงทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูตนเองเพียงฝ่ายเดียวบทสรุปฉายา "ไอ้แมงดา"

 จึงเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง พฤติกรรมตามธรรมชาติของแมงดาทะเลตัวผู้ ที่เกาะติดหลังตัวเมียตลอดเวลา และ ค่านิยมทางสังคม ที่ตราหน้าผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเองและเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ถือเป็นหนึ่งในคำเปรียบเปรยที่สะท้อนถึงการช่างสังเกตของคนไทยโบราณที่นำพฤติกรรมของสัตว์โลกมาสะท้อนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบที่สุดคำหนึ่งครับ

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ต้นกำเนิด ประวัติของ คำว่า "ซาหริ่ม"

ซาหริ่ม คือขนมไทยเส้นเล็กทำจากแป้งถั่วเขียว มีหลายสี หอมใบเตย กินคู่กะทิ น้ำเชื่อม และน้ำแข็ง อร่อยมากในช่วงร้อนๆ แบบนี้เลย

ต้นกำเนิด ประวัติของ คำว่า "ซาหริ่ม" (หรือ สลิ่ม) ซึ่งเป็นชื่อขนมหวานไทยชนิดหนึ่งที่มีเส้นหลากสีสันและรับประทานคู่กับน้ำกะทิและน้ำเชื่อมนั้น

 มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชื่ออยู่หลายประการ โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด 100% แต่มี 3 ข้อสันนิษฐานหลักๆ ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

1. สันนิษฐานว่ามาจากภาษาชวา (อินโดนีเซีย)นี่คือข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับและถูกพูดถึงมากที่สุดคำว่า "Buko Pandan" หรือขนมลักษณะใกล้เคียง: บางแหล่งอ้างว่าอาจมาจากขนมชวาที่มีลักษณะคล้ายกันคำว่า "Salim" หรือ "Srim": มีข้อสันนิษฐานว่าชื่อ "ซาหริ่ม" อาจเพี้ยนมาจากคำในภาษาชวาที่มีเสียงคล้ายกัน

 ซึ่งอาจเป็นชื่อของชาวชวาที่นำขนมชนิดนี้เข้ามาดัดแปลง หรือเป็นชื่อที่เรียกขนมที่มีลักษณะเป็นเส้นๆความเชื่อมโยงกับเรื่อง "อิเหนา": ขนมซาหริ่มเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 2 (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ซึ่งเป็นยุคที่มีการรับเอาวัฒนธรรมชวาเข้ามามาก โดยเฉพาะผ่านวรรณคดีเรื่อง "อิเหนา" ทำให้เชื่อกันว่าขนมซาหริ่มอาจเข้ามาพร้อมกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมในยุคนั้น

2. สันนิษฐานว่ามาจากภาษาเปอร์เซีย (อิหร่าน) / มุสลิมบางทฤษฎีเสนอว่า "ซาหริ่ม" อาจมีรากศัพท์มาจากภาษาเปอร์เซีย หรือเป็นขนมที่ได้รับอิทธิพลจากชาวมุสลิมที่เข้ามาค้าขายหรือตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายหรือต้นรัตนโกสินทร์คำว่า "Salim" (ซาลิม) ในภาษาอาหรับแปลว่า "ปลอดภัย" หรือ "สมบูรณ์" ซึ่งมักใช้เป็นชื่อคน บางคนจึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นชื่อของผู้ที่คิดค้นหรือนำขนมชนิดนี้เข้ามา

3. สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "ลิ่ม" ในภาษาไทยข้อสันนิษฐานนี้มองที่ลักษณะของขนมเวลาทำ โดยในอดีตการทำเส้นซาหริ่มจะใช้แป้งกดผ่านพิมพ์ที่มีรูเล็กๆ ทำให้แป้งตกลงมาเป็นเส้นๆ 

หรือเป็น "ลิ่มๆ"ต่อมาอาจมีการเติมคำว่า "ซา" หรือ "สะ" เข้าไปข้างหน้าเพื่อให้เรียกง่ายหรือฟังดูไพเราะขึ้นตามลักษณะการกร่อนเสียงในภาษาไทย จนกลายเป็น "สลิ่ม" หรือ "ซาหริ่ม" 

ในที่สุดทำไมถึงเขียนได้ทั้ง "ซาหริ่ม" และ "สลิ่ม"?พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เก็บไว้ทั้ง 2 คำ โดยให้ความหมายว่า:ซาหริ่ม: (น.) ชื่อขนมอย่างหนึ่ง ทำด้วยแป้งถั่วเขียว ลักษณะคล้ายเส้นหมี่ มีหลายสี รับประทานกับน้ำกะทิผสมน้ำเชื่อมสลิ่ม: (น.) ซาหริ่ม (ให้ไปดูความหมายที่คำว่า 

ซาหริ่ม)ปัจจุบันมักนิยมเขียนว่า "ซาหริ่ม" เมื่อหมายถึงขนมหวาน เพื่อป้องกันความสับสนกับคำว่า "สลิ่ม" ที่ถูกนำมาใช้ในบริบททางการเมืองครับ