ย้อนรอยต้นกำเนิดของฉายา "ไอ้แมงดา" : จากพฤติกรรมสัตว์สู่คำแสลงในสังคมมนุษย์
วันนี้เราก็มีสาระดีๆมาฝาก ซึ่งได้รวบรวมจากหลายๆแหล่งข้อมูล หลายๆคนคงได้เคยได้ยินคำว่าแมงดากันบ้างนะครับ วันนี้เราจะต้นกำเนิด ที่ มาที่ ไป และ ตำนาน ประวัติความเป็นมา
ต้นกำเนิดของฉายา "ไอ้แมงดา" : จากพฤติกรรมสัตว์สู่คำแสลงในสังคมมนุษย์คำว่า "แมงดา"
เป็นหนึ่งในคำแสลงภาษาไทยที่มีความหมายรุนแรงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักใช้เรียกผู้ชายที่มีพฤติกรรมเกียจคร้าน ไม่ทำมาหากิน และอาศัยเงินทองหรือน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงในการดำรงชีวิต (เกาะผู้หญิงกิน)
ซึ่งแท้จริงแล้ว ที่มาของคำนี้ไม่ได้มาจาก "แมงดาบก" (ที่นำมาใส่น้ำพริก) แต่มีต้นกำเนิดมาจากพฤติกรรมตามธรรมชาติของ "แมงดาทะเล" (Horseshoe Crab) และบริบทการทำประมงในอดีต ดังรายละเอียดต่อไปนี้ครับ
1. พฤติกรรมตามธรรมชาติของ "แมงดาทะเล" (The Biological Origin)จุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์นำแมงดาทะเลมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ มาจากช่วง ฤดูผสมพันธุ์
ของพวกมัน:การเกาะติดไม่ยอมปล่อย: ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน) แมงดาตัวผู้ซึ่งมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด จะใช้ขาคู่หน้าที่มีลักษณะคล้ายตะขอหรือก้ามหนีบพิเศษ ล็อกเข้ากับขอบกระดองด้านหลังของแมงดาตัวเมียอย่างเหนียวแน่นผู้หญิงแบก ผู้ชายตาม: เมื่อเกาะติดแล้ว
แมงดาตัวผู้จะไม่ยอมปล่อยตัวเมียเลยเป็นเวลานาน ตัวเมียจะต้องรับภาระหนักในการคลานลากตัวผู้ไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร การว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งตอนที่ตัวเมียต้องคลานขึ้นมาบนชายหาดเพื่อขุดหลุมวางไข่
ตัวผู้ก็ยังคงเกาะอยู่บนหลังสบายๆ เพื่อรอผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียวพฤติกรรมที่ "ตัวเมียทำงานหนัก/แบกรับภาระ ส่วนตัวผู้เกาะหลังอยู่นิ่งๆ" นี้เองที่ทำให้คนโบราณนำมาเปรียบเปรยถึงผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน
2. มุมมองจากชาวประมง: "ตัวเมียมีค่า ตัวผู้ไร้ราคา"นอกเหนือจากพฤติกรรมการเกาะแล้ว มูลค่าทางเศรษฐกิจของแมงดาทะเลในสายตาของชาวประมงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตอกย้ำความหมายเชิงลบนี้:ตัวเมียคือขุมทรัพย์: ในแง่ของอาหาร "ไข่แมงดาทะเล" ถือเป็นเมนูยอดนิยมและมีราคาสูง
ดังนั้น แมงดาตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงตัวผู้คือส่วนเกิน: แมงดาตัวผู้ไม่มีไข่ และเนื้อก็น้อยมากจนแทบไม่มีใครนิยมนำมารับประทาน
ในอดีตเวลาชาวประมงจับแมงดาทะเลคู่กันขึ้นมาได้ จึงมักจะแกะตัวเมียเก็บไว้ขาย
แล้วจับตัวผู้โยนทิ้งทะเลไปอย่างไร้ค่า เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากเกาะตัวเมียไปวันๆความแตกต่างนี้สอดคล้องกับความหมายของคำว่า "แมงดา" ที่ใช้ด่าผู้ชายว่านอกจากจะเกาะผู้หญิงกินแล้ว ยังเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีคุณค่าในตัวเองอีกด้วย
3. พัฒนาการของความหมายในสังคมไทยคำว่า "แมงดา" มีการเปลี่ยนผ่านของความหมายตามยุคสมัย
ดังนี้:ยุคเริ่มต้น: แมงดาคุมซ่อง (Pimp)ในอดีต (ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนกลางถึงช่วงก่อนสงครามโลก) คำว่า "แมงดา" หรือ "ไอ้แมงดา" ถูกใช้เรียก ผู้ชายที่หากินกับผู้หญิงโสเภณี โดยเฉพาะ
โดยทำหน้าที่เป็นคนคุมซ่อง จัดหาลูกค้า หรือคุ้มครองผู้หญิงแลกกับการหักเงินส่วนแบ่งจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเธอมาใช้จ่ายส่วนตัว สังคมจึงมองว่าเป็นอาชีพที่ไร้เกียรติและเอารัดเอาเปรียบเพศแม่ยุคปัจจุบัน: ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน (Parasitic Relationship)เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมและการค้าประเวณีเปลี่ยนไป
ความหมายของคำว่าแมงดาจึงถูกขยายวงกว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะผู้ชายที่คุมซ่องอีกต่อไป แต่ถูกใช้เรียก ผู้ชายทุกคนที่มีพฤติกรรมเกาะผู้หญิง (ไม่ว่าจะเป็นภรรยา แฟน หรือคนรัก) เพื่อเลี้ยงชีพ โดยที่ตัวเองไม่ยอมทำมาหากินอย่างสุจริต ปล่อยให้ฝ่ายหญิงทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูตนเองเพียงฝ่ายเดียวบทสรุปฉายา "ไอ้แมงดา"
จึงเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง พฤติกรรมตามธรรมชาติของแมงดาทะเลตัวผู้ ที่เกาะติดหลังตัวเมียตลอดเวลา และ ค่านิยมทางสังคม ที่ตราหน้าผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเองและเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ถือเป็นหนึ่งในคำเปรียบเปรยที่สะท้อนถึงการช่างสังเกตของคนไทยโบราณที่นำพฤติกรรมของสัตว์โลกมาสะท้อนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบที่สุดคำหนึ่งครับ

