แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567

ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะและบริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์


ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะและบริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์ 


ภาพถ่ายระยะใกล้ ที่น่าทึ่งของดวงอาทิตย์ของเรา 
บริเวณมืดๆสีดำที่เห็นตรงนั้น เรียกว่าจุดดับดวงอาทิตย์ พวกมันดูมืดเพราะมันเย็นกว่าส่วนอื่น ๆ ของพื้นผิวดวงอาทิตย์ เปลวสุริยะคือการระเบิดของพลังงานอย่างกะทันหันซึ่งเกิดจากการพันกัน การข้าม หรือการจัดเรียงใหม่ของเส้นสนามแม่เหล็กใกล้จุดดับของดวงอาทิตย์


เปลวสุริยะ (อังกฤษ: Solar flare) คือการระเบิดใหญ่ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 6 × 1025 จูล (ประมาณ 1 ใน 6 ของพลังงานที่ปลดปล่อยจากดวงอาทิตย์ทุกวินาที) คำนี้สามารถใช้เรียกปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นบนดาวฤกษ์อื่นๆ โดยจะเรียกว่า เปลวดาวฤกษ์ (stellar flare)


ภาพต่อเนื่อง 2 ภาพของปรากฏการณ์เปลวสุริยะที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ โดยตัดแผ่นจานดวงอาทิตย์ออกไปจากภาพเพื่อให้เห็นเปลวได้ชัดเจนขึ้น
เปลวสุริยะส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ทั้งหมด

 (โฟโตสเฟียร์, โครโมสเฟียร์, และโคโรนา) ทำให้พลาสมามีความร้อนถึงหลายสิบล้านเคลวิน และเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน โปรตอน และไอออนหนักจนเข้าใกล้ความเร็วแสง เกิดการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านข้ามสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทุกช่วงความยาวคลื่น นับตั้งแต่คลื่นวิทยุไปจนถึงรังสีแกมมา 


เปลวสุริยะส่วนมากจะเกิดขึ้นในย่านแอ็กทีฟเช่น บริเวณจุดมืดดวงอาทิตย์ ซึ่งมีสนามแม่เหล็กกำลังแรง รังสีเอ็กซ์และการแผ่รังสีอุลตราไวโอเล็ตที่แผ่ออกมาโดยเปลวสุริยะสามารถส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลก และทำลายการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุช่วงยาว การปะทะของคลื่นโดยตรงที่ความยาวคลื่นขนาดเดซิเมตรอาจรบกวนการทำงานของเรดาร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ทำงานในช่วงความถี่ดังกล่าว





วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

หาก “อวกาศ” ไม่มี “ออกซิเจน ” แล้ว “ดวงอาทิตย์” ติดไฟได้อย่างไร


หาก “อวกาศ” ไม่มี “ออกซิเจน ” แล้ว “ดวงอาทิตย์” ติดไฟได้อย่างไร

แต่ด้วยกระบวนการ ‘นิวเคลียร์ฟิวชั่น’ ภายในดวงดาว ดวงอาทิตย์จึงส่องสว่างและร้อนแรงได้นานนับหมื่นล้านปี 

นิวเคลียร์ฟิวชั่นในแต่ละวินาทีจะแปลงธาตุไฮโดรเจน 700,000,000 ตันเป็นฮีเลียม 695,000,000 ตัน และปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบรังสีแกมมา ซึ่งจะกลายเป็นแสงในที่สุด และขั้นตอนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน มันต้องการเพียงแค่อุณหภูมิและแรงกดดันที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ


“มวลมหึมาของดวงอาทิตย์ถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงโน้มถ่วง ทำให้เกิดความดันและอุณหภูมิมหาศาลที่แกนกลางของมัน” นาซา (NASA) อธิบายผ่านเว็บไซต์ “ณ ที่แกนกลาง อุณหภูมิอยู่ที่ 15 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอต่อการคงปฏิกิริยาฟิวชั่นที่รุนแรงไว้ได้”

อ่านเพิ่มเติม   :     https://ngthai.com/science/53434/sun-flare/